คนเดินทางปรับใจตอนรถติดลดหมดไฟทำงาน
เสียงถอนหายใจเบา ๆ ในรถที่ขยับไปได้ทีละคืบ พร้อมกับมองไฟท้ายสีแดงละลานตาข้างหน้า เป็นความรู้สึกที่คนเมืองอย่างเราคุ้นเคยกันดีจนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว บางวันยังไม่ทันได้ก้าวขาเข้าออฟฟิศเลย แต่พลังงานในตัวกลับลดฮวบเหมือนแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพ การต้องเผชิญกับสภาพจราจรที่ติดขัดเป็นเวลานานในทุก ๆ วัน ไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายเหนื่อยล้าเท่านั้น แต่ยังค่อย ๆ กัดกินพลังใจจนทำให้เกิดภาวะหมดไฟในการทำงานได้ง่ายขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว
วันนี้เราอยากมาชวนคุยและแบ่งปันวิธีเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการปรับมุมมองและจิตใจระหว่างเดินทาง เพื่อช่วยเซฟพลังงานชีวิตและลดอาการหมดไฟก่อนที่จะเริ่มงานกันค่ะ
ทำไมการเดินทางที่แสนเหนื่อยล้า ถึงค่อย ๆ ขโมยพลังใจของเราไปทีละนิด
ลองจินตนาการดูนะคะว่า ร่างกายของเรามีพลังงานจำกัดในแต่ละวัน แทนที่เราจะได้ใช้พลังงานนั้นไปกับการสร้างสรรค์งานหรือการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เรากลับต้องสูญเสียมันไปกับการลุ้นว่ารถจะขยับเมื่อไหร่ จะไปทันเวลาไหม หรือต้องคอยหลบหลีกผู้คนบนรถสาธารณะที่แออัด ความเครียดสะสมเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทุกเช้าและเย็น จนสมองของเราเริ่มเชื่อมโยงการเดินทางเข้ากับความรู้สึกแง่ลบ และพาลทำให้รู้สึกไม่อยากไปทำงานในที่สุด
การลดหมดไฟระหว่างเดินทาง จึงไม่ใช่เรื่องของการพยายามเปลี่ยนสภาพจราจรที่เราควบคุมไม่ได้ แต่คือการกลับมาดูแลพื้นที่ในใจของเราเองให้สงบลงท่ามกลางความวุ่นวายรอบตัวค่ะ

3 วิธีปรับใจง่าย ๆ ระหว่างเดินทาง ช่วยลดอาการหมดไฟก่อนถึงโต๊ะทำงาน
ลองเลือกวิธีที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคุณไปปรับใช้ดูนะคะ ไม่จำเป็นต้องทำทุกข้อ แค่เริ่มจากสิ่งที่คุณรู้สึกสบายใจที่สุดก็พอค่ะ
1. เปลี่ยนพื้นที่ส่วนตัวให้เป็นเซฟโซนด้วยเสียงที่ชอบ
ไม่ว่าคุณจะขับรถส่วนตัวหรือนั่งรถสาธารณะ หูฟังคู่ใจคืออุปกรณ์ช่วยชีวิตที่ดีที่สุดค่ะ ลองเปลี่ยนจากการฟังข่าวเครียด ๆ หรือการไถโซเชียลมีเดียที่อาจกระตุ้นความเปรียบเทียบในใจ มาเป็นการฟังพอดแคสต์ที่ให้แรงบันดาลใจเบา ๆ ฟังเพลงแนวที่ช่วยให้อารมณ์ดี หรือแม้แต่เสียงธรรมชาติ เช่น เสียงฝนตก เสียงคลื่นทะเล สิ่งเหล่านี้จะช่วยดึงความสนใจของเราออกจากความหงุดหงิดบนท้องถนน และช่วยให้สมองได้พักผ่อนชั่วขณะ
2. ฝึกหายใจเข้าลึก ๆ และปล่อยวางความรีบร้อนชั่วขณะ
เมื่อรถติดหรือรถไฟฟ้าดีเลย์ ร่างกายของเราจะเริ่มเกร็งและหายใจสั้นลงโดยอัตโนมัติ ซึ่งส่งผลให้ความเครียดพุ่งสูงขึ้น ลองสังเกตตัวเองแล้วค่อย ๆ ผ่อนคลายหัวไหล่ สูดหายใจเข้าลึก ๆ ให้ท้องพองออก แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกยาว ๆ ทำซ้ำสัก 4-5 ครั้ง การฝึกหายใจแบบนี้จะช่วยส่งสัญญาณบอกสมองว่า 'ตอนนี้เราปลอดภัยดีนะ' ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ และทำให้จิตใจที่กำลังร้อนรนสงบลงได้อย่างเหลือเชื่อค่ะ
3. ตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ แค่เรื่องเดียวสำหรับวันนี้
แทนที่จะคิดถึงงานกองโตที่รออยู่บนโต๊ะจนรู้สึกท้อแท้ ลองเปลี่ยนมาตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ที่ทำได้ง่ายและทำให้เรามีความสุขดูค่ะ เช่น 'วันนี้ตอนเที่ยงจะกินเมนูโปรดที่อยากกินมานาน' หรือ 'เย็นนี้กลับบ้านไปจะแช่น้ำอุ่นให้สบายตัว' การมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่น่ารักรออยู่ จะช่วยสร้างแรงกระตุ้นเชิงบวกและทำให้เรารู้สึกว่าการเดินทางในวันนี้มีจุดหมายปลายทางที่น่ารื่นรมย์รออยู่เสมอ
ค่อย ๆ ก้าวไปในจังหวะของเราเอง
สุดท้ายนี้ อยากบอกทุกคนว่าไม่มีใครสามารถมีพลังงานเต็มร้อยได้ในทุก ๆ วันหรอกค่ะ วันไหนที่รู้สึกเหนื่อยล้าจากรถติดจนไม่อยากทำอะไรเลย ก็แค่ยอมรับความรู้สึกนั้นและบอกตัวเองว่า 'วันนี้เราเก่งมากแล้วนะที่เดินทางมาถึงจุดนี้ได้' การดูแลใจตัวเองไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการที่ยิ่งใหญ่เลยค่ะ แค่ปรับเปลี่ยนสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว และใจดีกับตัวเองให้มากขึ้นในทุก ๆ วัน เท่านี้เราก็สามารถรักษาไฟในตัวให้ยังคงสว่างไสวต่อไปได้ในแบบของเราเองแล้วค่ะ


