คนทำงานไฮบริดแยกเวลาส่วนตัวลดความเครียด
เคยไหมคะที่ลุกจากเตียงแล้วเปิดคอมพิวเตอร์ทำงานทันที หรือตอนสามทุ่มที่ควรจะได้นอนดูซีรีส์สบายๆ แต่ในหัวยังคิดเรื่องอีเมลที่ยังไม่ได้ตอบ การทำงานแบบไฮบริดที่ดูเหมือนจะสบายและยืดหยุ่น บางครั้งกลับกลายเป็นกับดักที่ทำให้เรา 'ปิดสวิตช์เรื่องงาน' ไม่ลง จนความเหนื่อยล้าสะสมขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว
ในฐานะคนทำงานออฟฟิศคนหนึ่งที่เคยผ่านจุดที่ตื่นมาก็เจอแต่งาน นอนก็ยังฝันถึงงาน วันนี้อยากมาชวนคุยเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เพื่อช่วยให้เราสามารถแยกเวลาทำงานและเวลาส่วนตัวออกจากกันได้อย่างแท้จริง เพื่อ 'การป้องกันภาวะหมดไฟ' และคืนความสุขให้กับพื้นที่ส่วนตัวของเราค่ะ
เมื่อบ้านไม่ใช่ที่พักผ่อนอีกต่อไป: สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง
การทำงานที่บ้านอย่างสมดุลนั้นยากกว่าที่คิดค่ะ เพราะเมื่อไม่มีการเดินทางที่เป็นตัวคั่นระหว่าง 'บ้าน' กับ 'ที่ทำงาน' สมองของเราจะเริ่มสับสนและคิดว่าเราต้องพร้อมทำงานตลอดเวลา สัญญาณเตือนง่ายๆ ว่าเรากำลังก้าวข้ามเส้นแบ่งนั้นคือ: - รู้สึกผิดทุกครั้งที่ไม่ได้ตอบข้อความเรื่องงานทันทีหลังเวลาเลิกงาน - โต๊ะกินข้าวกลายเป็นโต๊ะทำงานถาวรที่มีเอกสารวางระเกะระกะ - มีอาการนอนไม่หลับหรือสะดุ้งตื่นมาเช็กมือถือกลางดึก
หากคุณกำลังเจอกับสิ่งเหล่านี้ นั่นแปลว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องหันมา 'การดูแลใจตนเอง' ก่อนที่ไฟในตัวจะมอดดับลงไปค่ะ
3 วิธีง่ายๆ ในการ 'แยกเวลาทำงานป้องกันหมดไฟ' ที่ทำได้จริงวันนี้
เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชีวิตแบบหน้ามือเป็นหลังมือนะคะ แค่เริ่มจากจุดเล็กๆ ที่เราทำไหวและทำได้สม่ำเสมอก็พอแล้วค่ะ
1. กำหนดเวลา 'ปิดสวิตช์' และเก็บอุปกรณ์ทำงานให้พ้นสายตา
เมื่อถึงเวลาเลิกงานที่กำหนดไว้ ให้ปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ทันที หากเป็นไปได้ควรเก็บโน้ตบุ๊กใส่กระเป๋าหรือหาผ้ามาคลุมไว้ การไม่เห็นอุปกรณ์ทำงานจะช่วยลดความอยากที่จะเปิดดู 'แค่อีกนิดนึง' ได้อย่างดีเยี่ยมเลยค่ะ นี่คือ 'การสร้างขอบเขตที่ชัดเจน' ให้กับพื้นที่ในบ้านของเรา
2. สร้างพิธีกรรมเล็กๆ เพื่อบอกสมองว่า 'หมดเวลางานแล้ว'
ตอนทำงานที่ออฟฟิศ การเดินทางกลับบ้านคือการเปลี่ยนโหมด แต่เมื่อทำงานที่บ้าน เราต้องสร้างโหมดนั้นขึ้นมาเองค่ะ ลองเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองทันทีหลังเลิกงาน ออกไปเดินเล่นรับลมหน้าปากซอยสัก 10 นาที หรือเปิดเพลงโปรดคลอเบาๆ เพื่อเป็นสัญญาณบอกร่างกายและจิตใจว่า 'ตอนนี้เป็นเวลาพักผ่อนแล้วนะ'

3. ฝึก 'การตั้งขอบเขตในงาน' และสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา
การคุยกับเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าเกี่ยวกับเวลาที่เราจะพร้อมตอบข้อความไม่ใช่เรื่องน่าอายค่ะ ลองตกลงกันในทีมว่าหลังเวลาเท่านี้เราจะขออนุญาตตอบในวันรุ่งขึ้น ยกเว้นกรณีฉุกเฉินจริงๆ 'การลดการเชื่อมต่อตลอดเวลา' จะช่วยให้เราได้ 'การฟื้นฟูพลังใจ' อย่างเต็มที่ในแต่ละวัน
ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ แค่ค่อยๆ ปรับเพื่อ 'การสร้างสมดุลชีวิต'
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อ 'การรักษาสุขภาพจิตในการทำงาน' ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำได้สมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรกค่ะ บางวันเราอาจจะมีงานด่วนที่เลี่ยงไม่ได้จริงๆ ซึ่งนั่นก็ไม่เป็นไรเลยค่ะ อย่าเพิ่งรู้สึกผิดหรือกดดันตัวเองจนเกินไป
สิ่งสำคัญคือการรับรู้อารมณ์และความเหนื่อยล้าของตัวเองในแต่ละวัน วันไหนที่เหนื่อยมากก็แค่ยอมรับว่าเหนื่อย แล้วอนุญาตให้ตัวเองได้พักผ่อนอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องคิดถึงเรื่องงาน การดูแลสุขภาพจิตที่ดีเริ่มต้นจากการใจดีกับตัวเองในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละค่ะ
วันนี้ลองเริ่มจากการปิดคอมพิวเตอร์ตรงเวลาสักวัน แล้วไปหาของอร่อยๆ ทาน หรือนอนเอนหลังฟังเพลงที่ชอบดูนะคะ คุณทำงานหนักมาทั้งวันแล้ว ร่างกายและใจของคุณสมควรได้รับเวลาพักผ่อนที่แท้จริงค่ะ


