คนทำงานล้าเช็กอาการหมดไฟก่อนเศร้า

เคยไหมคะที่ลืมตาตื่นมาตอนเช้าแล้วรู้สึกเหมือนพลังงานในร่างกายเหลือศูนย์ ทั้งที่เมื่อคืนก็ไม่ได้นอนดึกอะไร เสียงนาฬิกาปลุกกลายเป็นเสียงที่ไม่อยากได้ยินที่สุดในวัน และภาพตัวเองที่นั่งถอนหายใจหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เริ่มกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว

หลายคนอาจจะคิดว่าเราแค่ 'เหนื่อยล้าสะสม' จากงานที่หนักในช่วงนี้ หรือแค่ 'พักผ่อนไม่พอ' เดี๋ยวได้นอนยาวๆ วันเสาร์อาทิตย์ก็คงหายดี แต่บางครั้ง ความรู้สึกเบื่อหน่ายและหมดพลังที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกาย แต่มันคือ 'สัญญาณเตือนภาวะหมดไฟ' ที่จิตใจของเรากำลังพยายามส่งเสียงร้องบอกให้เราหยุดฟังค่ะ

เหนื่อยล้าสะสม หรือกำลังเผชิญ สัญญาณเตือนภาวะหมดไฟ?

การทำงานในแต่ละวันย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอเรื่องเครียดสะสม แต่เราจะแยกออกได้อย่างไรว่าตอนนี้เราแค่เหนื่อยธรรมดา หรือกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะหมดไฟ (Burnout) กันแน่?

ลอง สังเกตอารมณ์ ของตัวเองดูนะคะ ถ้าเป็นความเหนื่อยล้าทั่วไป หลังจากที่เราได้นอนหลับเต็มอิ่ม ได้กินของอร่อยๆ หรือได้ไปเที่ยวพักผ่อนในวันหยุดยาว เราจะรู้สึกเหมือนได้ชาร์จแบตและพร้อมกลับมาลุยงานต่อ แต่ถ้าเป็นภาวะหมดไฟ ต่อให้หยุดงานไปหลายวัน เมื่อคิดถึงวันจันทร์ที่ต้องกลับไปทำงาน เราก็จะยังรู้สึก อ่อนล้าทางใจ และมีอาการ ไม่อยากไปทำงาน อยู่ดีค่ะ

นั่นเป็นเพราะภาวะหมดไฟไม่ได้เกิดจากการใช้แรงกายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่สมองและจิตใจของเราต้องแบกรับความกดดันและ เครียดสะสม มาเป็นเวลานานจนพลังใจข้างในมันแห้งเหือดไปหมดแล้วนั่นเอง หากปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านี้ดำเนินต่อไปโดยไม่แก้ไข จากความเหนื่อยล้าธรรมดาอาจกลายเป็น อารมณ์ดิ่ง ที่ยากจะดึงตัวเองกลับมาได้ค่ะ

5 สัญญาณเตือนใจ ที่บอกว่าคุณกำลัง อ่อนล้าทางใจ อย่างหนัก

หากคุณไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ตรงจุดไหน ลองมา ประเมินจิตใจ ผ่าน 5 สัญญาณเตือนใจ เหล่านี้กันดูค่ะ ว่ามีข้อไหนที่ตรงกับชีวิตประจำวันของคุณในช่วงนี้บ้างไหม

  1. ไม่อยากไปทำงาน แม้จะเพิ่งผ่านวันหยุดมา ความรู้สึกห่อเหี่ยวตั้งแต่เย็นวันอาทิตย์ และความรู้สึกทรมานใจเมื่อต้องตื่นเช้าไปทำงานในทุกๆ วัน

  2. อารมณ์แปรปรวน และเริ่มมีความคิดลบกับทุกเรื่อง จากที่เคยเป็นคนใจเย็น ก็เริ่มหงุดหงิดง่ายกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มองสิ่งรอบตัวในแง่ร้าย และรู้สึก วิตกกังวล อยู่ตลอดเวลา

  3. สมาธิสั้นลง ทำงานผิดพลาดบ่อยขึ้น สมองตื้อ คิดงานไม่ออก ขาดแรงจูงใจ ในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และรู้สึกว่าต้องใช้เวลาทำงานชิ้นเดิมนานกว่าปกติมาก

  4. รู้สึกไร้ค่า และ ท้อแท้จากงาน ที่เคยชอบ เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรากำลังทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร รู้สึกว่าตัวเองทำงานได้ไม่ดีพอ และเกิดความ เบื่อหน่าย ในหน้าที่ที่เคยทำแล้วมีความสุข

  5. นอนไม่หลับ หรือหลับๆ ตื่นๆ ตลอดคืน แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้าจนอยากจะล้มตัวลงนอน แต่ในหัวกลับคิดวนเวียนเรื่องงานไม่หยุด ทำให้เกิดอาการ นอนไม่หลับ หรือตื่นมากลางดึกแล้วหลับต่อไม่ได้ ส่งผลให้ร่างกายยิ่งทรุดโทรมลงไปอีก

คนทำงานล้าเช็กอาการหมดไฟก่อนเศร้า

ป้องกันใจพัง และ ฟื้นฟูพลังใจ ด้วยวิธีง่ายๆ ที่ทำได้จริง

ถ้าลองเช็กแล้วพบว่าตัวเองมีอาการตรงกับข้อข้างบนหลายข้อ ก็อย่าเพิ่งตกใจหรือกดดันตัวเองเพิ่มขึ้นนะคะ การยอมรับว่าตอนนี้เรากำลัง 'หมดพลังใจ' คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการ ดูแลใจตัวเอง ค่ะ วันนี้เรามีทริคเล็กๆ ที่อยากชวนทุกคนมาลอง ปรับสมดุลใจ ไปด้วยกันแบบค่อยเป็นค่อยไปค่ะ

  • เช็กความเครียด และกำหนดขอบเขตงาน: ลองขีดเส้นแบ่งระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวให้ชัดเจนขึ้น เมื่อหมดเวลางาน ลองปิดการแจ้งเตือนอีเมลหรือแอปพลิเคชันคุยงาน แล้วหันมาให้เวลากับตัวเองอย่างเต็มที่
  • ทำกิจกรรมเล็กๆ ที่สร้างความสุข: ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่โต แค่ได้ดื่มกาแฟแก้วโปรดตอนเช้าแบบไม่ต้องรีบร้อน ฟังเพลงที่ชอบระหว่างเดินทาง หรืออ่านหนังสือสักสองสามหน้าก่อนนอน ก็ช่วยเติมพลังใจได้แล้วค่ะ
  • อนุญาตให้ตัวเองได้พัก: ในวันที่รู้สึกว่า จิตใจอ่อนแอ หรือเหนื่อยเกินไป การนอนเฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลยไม่ใช่เรื่องผิดค่ะ ร่างกายและสมองของคุณกำลังต้องการการพักผ่อนอย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ อยากบอกทุกคนที่กำลังรู้สึก ท้อแท้จากงาน ว่าการที่เราหมดไฟไม่ได้แปลว่าเราไม่มีความสามารถ หรือเราเป็นคนล้มเหลวนะคะ มันแค่บอกว่าเราใช้งานตัวเองหนักเกินไปจนแบตเตอรี่ในใจหมดลงเท่านั้นเอง

วันนี้หากทำได้แค่งานเสร็จตามหน้าที่ หรือแค่พาตัวเองผ่านพ้นวันอันเหนื่อยล้ามาได้ก็นับว่าเก่งมากๆ แล้วค่ะ ค่อยๆ ก้าวไปทีละนิด ใจดีกับตัวเองให้มากๆ แล้วเราจะค่อยๆ ฟื้นฟูพลังใจ กลับคืนมาได้ในที่สุดค่ะ เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ